ลืมรหัสผ่าน สมัครสมาชิก

เครือข่ายของเรา กลับ

ชมรมรักษ์เต่า

  โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ
โดย ชมรมรักษ์เต่า

 

แหล่งธรรมชาติที่เหมาะสมในการปล่อยเต่า

          - ควรเป็นที่หลวงที่ชาวบ้านไม่สามารถมาจับได้

          - มีแหล่งน้ำสะอาดเหมาะแก่การอยู่อาศัยของเต่า

          - เป็นที่ที่มีทางลาดขึ้นจากน้ำเพื่อให้เต่าขึ้นมาบนบกเพื่อรับแสงแดด

          - มีพืชใบเขียวให้เต่ากินเป็นอาหารธรรมชาติ

 

 ..................................................................................................................................................................

 

ชมรมรักษ์เต่า จัดโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ

นำเต่าหลายร้อยชีวิตคืนสู่แหล่งธรรมชาติ ณ โครงการห้วยองคตฯ จ.กาญจนบุรี

วันที่ 13 มิถุนายน 2552

 

           ใครที่คิดว่าการปล่อยเต่าแล้วได้บุญ คงต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ เพราะปัจจุบันเต่าและตะพาบน้ำส่วนใหญ่ที่ถูกปล่อยตามแหล่งน้ำพบว่าบางแห่งเป็นแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสม อาทิ การปล่อยเต่าบกลงบ่อน้ำที่ไม่มีพื้นที่ให้เต่าขึ้นมาพัก ทำให้เต่าจมน้ำตายในที่สุดแหล่งน้ำเน่าเสียและมีสภาพเป็นกรด ทำให้เต่าติดเชื้อโรค ตาบอด ถูกน้ำกัดและเป็นแผล การปล่อยเต่าในแหล่งน้ำขนาดเล็กและคับแคบ ทำให้เต่าอยู่กันอย่างแออัด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ทำให้เต่าต้องทนทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ และจบชีวิตลงอย่างเวทนา การปล่อยเต่าเพื่อหวังได้บุญใหญ่กลับอาจต้องพบกับบาปมหันต์แทน

 

ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิด โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ ขึ้นภายใต้การดำเนินการของชมรมรักษ์เต่าโดย ขจร เจียรวนนท์ ประธานชมรมฯและ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานร่วมฯ ซึ่งจัดให้มีขึ้นตั้งแต่ปี  พ.ศ 2546 เพื่อช่วยชีวิตเต่าและตะพาบน้ำที่บาดเจ็บ ทุกข์ทรมานจากการอาศัยอยู่ในแหล่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติของพวกมัน โดยจับขึ้นมาทำการอนุบาล และรักษาอาการบาดเจ็บให้หาย ก่อนจะนำไปปล่อยยังแหล่งที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่เหมาะสมต่อไปซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้สามารถอนุรักษ์ชีวิตเต่าและตะพาบน้ำให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป

         

ขจร เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการทำโครงการนี้ว่า ตอนเด็กๆ คุณแม่พาเข้าวัดบ่อย เห็นเต่าที่ถูกนำมาปล่อย มีสภาพความเป็นอยู่แออัด จึงเกิดความสงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่รู้วิธีการรักษา จนกระทั่งในปี  2545 ได้มารู้จักกับคุณหมอนันทริกาซึ่งเป็นสัตวแพทย์ จึงได้ปรึกษากันเพื่อหาทางช่วยเหลือเต่า จึงได้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้นมา

เราเริ่มทำกิจกรรมครั้งแรกของโครงการในปี พ.ศ. 2546 ตอนนั้นร่วมมือกับทางเขต ทาง กทม.คือเขามาวิดน้ำที่วัดบวรฯ พอดี เราจึงขอเอาทีมไปลงจับเต่าขึ้นมา จึงเริ่มจากจุดนั้น จากนั้นก็มีการประชาสัมพันธ์ข่าวทางสื่อต่างๆ คนก็เริ่มส่งจดหมายมาให้เราช่วยไปจับที่นั่นที่นี่ ให้ไปช่วยเต่าถูกรถชนบ้าง พอมาเยอะเราก็แย่แล้ว โชคดีที่ทาง ม.เกษตร,สยามโอเชี่ยนเวิลด์ ที่สยามพารากอน เขามีแพทย์กับอาสาสมัคร ขอมาช่วยเราอีกแรง และปีหลังๆ ก็มีอาสาสมัครจากสถาบันการศึกษามาช่วยกันเยอะ แม้กระทั่ง พี่เบิร์ด ธงไชย กับเพื่อน ก็เคยส่งเงินมาช่วยโครงการเราเป็นแสนเลยนะ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน แล้วมีหลายรายก็ทำแบบนี้ ทำให้เราภูมิใจมาก"

ในการไปทำกิจกรรมแต่ละครั้งเราไม่ได้กำหนดว่าต้องไปปีละกี่ครั้งหรือช่วงไหน แต่อยู่ที่ว่าจะรวมพลได้เมื่อไหร่ อย่างปีที่ผ่านมา อย่างเก่งก็ทำได้  2-3 ครั้ง คนที่เหนื่อยสุดก็คือคุณหมอ เพราะเต่าบางตัวหายเร็ว แต่บางตัวที่กระดองหัก ปอดยุบ เพราะโดนรถชนนี่ต้องรักษาเป็นปี ค่าใช้จ่ายก็สูงมาก บางทีคำนวนมาแล้วอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท ต่อตัวเลยทีเดียว แต่ก็น่าดีใจว่าเต่าที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด   ส่วนใหญ่ 90% จะรอดชีวิตเพราะเมื่อให้การรักษาแล้วก็จะรอดูจนแน่ใจว่าเขาปลอดภัยแล้วจึงนำไปปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ หลังจากทำการปล่อยเต่าลงแหล่งน้ำใหม่แล้ว เรามีการติดตามผลด้วยว่าเขาเป็นอย่างไรผู้ก่อตั้งโครงการฯ กล่าว

 

สำหรับปีนี้ ชมรมรักษ์เต่า ก็มีการจัดโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอีกเช่นเคยโดยร่วมกับ “helplink.net สื่อกลางแห่งความช่วยเหลือ เว็บไซต์ซึ่งมีแนวคิดที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือ จัดกิจกรรมขึ้นที่วัดโพสพผลเจริญ จ.ปทุมธานี เพื่อจับเต่าที่มีผู้นำมาปล่อยไว้ในบ่อน้ำบริเวณวัดเป็นจำนวนมากจนทำให้เต่าต้องอยู่กันอย่างแออัด นำมาตรวจร่างกายและให้การช่วยเหลือรักษาหากพบอาการบาดเจ็บ ก่อนที่จะนำไปปล่อยสู่ธรรมชาติในแหล่งน้ำที่เหมาะสม  เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ณ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี โดยมีผู้บริหารจากทรูฯ,สมาชิกชมรมรักษ์เต่า,สมาชิก helplink.net,สัตวแพทย์และอาสาสมัครจากสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยมหิดล,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยเป็นจำนวนมาก

 

     

  

     

 

  

 ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมปล่อยเต่าลงสู่บ้านใหม่ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ห้วยองคต ก็ได้มีการเปิดวิดีทัศน์เกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการและกิจกรรมการจับเต่าที่วัดโพสพฯ ให้ผู้มาร่วมกิจกรรมได้ทราบรายละเอียดกันก่อน พอได้เวลาก็เคลื่อนขบวนกันไปที่ข้างสระน้ำซึ่งเป็นจุดที่จะปล่อยเต่า บริเวณนี้บรรดาสัตวแพทย์และอาสาสมัครทั้งหลายได้สาธิตการถ่ายพยาธิ โดยใช้ไม้แหย่ให้เต่าอ้าปาก เพื่อจะได้ป้อนยาเม็ดลงไป เพราะการที่เต่ามีพยาธิในตัวเยอะจะมีผลให้ไปแย่งอาหารในร่างกาย ทำให้เต่าผอม จากนั้นผู้ใจบุญทั้งหลายก็พากันไปจับเต่าขนาดต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่กว่าสองร้อยตัวที่นอนเรียงรายอยู่ในพื้นที่ซึ่งกั้นรั้วไว้ เพื่อนำไปปล่อยที่ริมสระน้ำขนาดใหญ่ บ้านใหม่อันแสนสุขของเต่าทั้งหลาย และที่ไม่ควรลืมคือ ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจับเต่า เพื่อความปลอดภัยและป้องกันเชื้อโรคที่อาจติดมาจากเต่า

 

    

 

รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการช่วยชีวิตเต่าที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการอนุบาล และดูแลรักษาเต่าในเบื้องต้น กล่าวถึงเต่าที่นำมาปล่อย ณ ห้วยองคตครั้งนี้ว่า มีจำนวน  203 ตัว ส่วนใหญ่จับมาจากวัดโพสพเจริญผล  รวมกับเต่าบาดเจ็บที่คุณหมอนำไปรักษาอยู่ที่บ้านจนอาการดีขึ้น อาการเจ็บป่วยของเต่าที่พบ มีหลายอย่าง เช่น ขาดอาหาร บาดเจ็บทางกายภาพ ถูกรถทับ ติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อต่างๆ แต่เจอพยาธิกับปลิงในเต่ามากที่สุด คุณหมอคาดว่าน่าจะมีเต่าที่มีปัญหาอยู่นับเป็นหมื่นตัว ถึงแม้จะมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า อยู่แล้วแต่ก็ไม่สามารถช่วยได้อะไรได้เยอะ ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยประชาสัมพันธ์โครงการฯ ทำให้คนทั่วไปเข้าใจจุดประสงค์ของชมรมรักษ์เต่า จึงทำงานได้ง่ายขึ้น

ในวันที่เราจับเต่าที่วัดโพสพฯ  นั้นมีจำนวน  395 ตัว ทางสัตวแพทย์และอาสาสมัครทั้งหลายได้แบ่งกลุ่มทำหน้าที่ต่างๆ ในการช่วยเหลือเต่า  ขั้นแรกคือ นำเต่าที่จับได้มาล้างทำความสะอาดแช่น้ำเกลือ กำจัดปรสิตภายนอก จากนั้นวัดขนาด-ชั่งน้ำหนัก เพื่อบันทึกข้อมูล แยกเพศ และพันธุ์ ขั้นต่อไปคือ ถ่ายพยาธิ ป้อนวิตามิน ตรวจร่างกายเบื้องต้น จากขั้นตอนเหล่านี้ทำให้เราสามารถแยกเต่าได้เป็น  3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเต่าที่มีสุขภาพแข็งแรง พร้อมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เราก็นำไปปล่อยที่อุทยานพระพุทธฉาย จ.สระบุรี ในวันนั้นเลย ส่วนเต่ากลุ่มสองที่มีอาการป่วย ก็ให้การรักษาเบื้องต้นก่อน เช่น ฉีดยา ทำแผล ให้น้ำเกลือ

 

 

ล้างทำความสะอาด

 

  

วัดขนาด ชั่งน้ำหนัก บันทึกข้อมูล

 

 

  ถ่ายพยาธิ ป้อนวิตามิน ตรวจร่างกาย

 

จากนั้นนำกลับไปที่ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ เพื่อทำการรักษาต่อเนื่องก่อนนำมาปล่อยในวันนี้ สำหรับเต่ากลุ่มที่สามถูกนำไปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.กาญจนบุรี และพักฟื้นเพื่อรอการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่โครงการพระราชดำริห้วยองคต ในวันนี้เช่นกัน ส่วนแหล่งน้ำแห่งใหม่ที่เราจัดหาไว้เป็นที่อยู่ของเต่านั้น เราพยายามหาแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ และเราจะเลือกเฉพาะเต่าที่พบได้ในเขตนั้นไปปล่อย จะไม่เอาเต่าต่างถิ่นไปปล่อย

 

           คุณหมอหนิ่ง-นันทริกา กล่าวเสริมอีกว่า ปัจจุบัน ชมรมรักษ์เต่า มีค่าใช้จ่ายสูงในการซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือเต่า และยารักษาเต่าที่บาดเจ็บ ตลอดจนต้องการบุคลากรทางการแพทย์มาช่วยเหลือโครงการฯ เพราะยังมีเต่าจำนวนมากที่กำลังประสบกับปัญหาเจ็บป่วย เป็นโรค จากการอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสม หากใครต้องการร่วมบริจาคเงิน อุปกรณ์ต่างๆ หรือเข้าร่วมโครงการฯ ก็ยินดีต้อนรับเสมอ

           เราไม่คาดหวังว่าจะช่วยเต่าได้เท่าไหร่ในแต่ละปี แต่จะค่อยๆ ทำงานไป สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้คือ ต้องการอาสาสมัครเพิ่ม อยากทำให้เป็นเครือข่ายมากกว่า เราไปเทรนให้ได้ เพื่อที่อาสาสมัครจะได้ดูแลรับผิดชอบเต่าที่มีปัญหาในจังหวัดของตนเองได้ เต่าก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เป็นสัตว์กินพืช เต่าบางชนิดกินเนื้อสัตว์ มูลของเต่าก็เป็นปุ๋ย จึงเหมือนกับเป็นห่วงโซ่อาหาร หมอขอฝากไปถึงคนที่อยากทำบุญปล่อยเต่าว่า หากอยากได้บุญจริงๆ ควรดูว่าสถานที่ซึ่งนำเต่าไปปล่อยนั้นมีมลภาวะเป็นพิษหรือไม่ เขาอยู่ได้มั้ย จะกินอะไรเป็นอาหารได้บ้าง อยากให้ศึกษาข้อมูลหรือสอบถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญก่อนนำมาปล่อย เขาจะได้ไม่เป็นอันตราย ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายเต่าก็ขอให้ช่วยดูแลเต่านิดนึง อย่าให้อยู่อย่างแออัด หรือขาดอาหาร อยากให้เห็นใจสัตว์เหล่านี้บ้างเพราะคุณก็เหมือนกับทำบุญร่วมกับเขา ใครที่จะซื้อผักไปให้เต่ากินก็ควรล้างผักหน่อยไม่ให้มียาฆ่าแมลง ขนมปังก็ไม่เหมาะให้เต่ากินเพราะเป็นแป้ง ถ้าใส่ใจดูแลกันอย่างนี้ก็จะมีความสุขและได้บุญกันทุกฝ่ายคุณหมอผู้ต่อชีวิตให้เต่าและตะพาบน้ำ กล่าว

           

ดวงพร สุจริตานุวัต หนึ่งในผู้ที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ พร้อมกับครอบครัว กล่าวว่า สนใจมาร่วมกิจกรรมนี้เพราะเมื่อก่อนก็เคยปล่อยเต่า โดยที่ไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้องเลย แทนที่จะทำบุญจึงกลายเป็นทำบาปแทน การมาร่วมโครงการฯ จึงเหมือนมาศึกษาหาความรู้เพื่อที่จะไปบอกต่อให้คนอื่นๆ ทราบด้วย

          “จากที่ได้ฟังคุณขจรเล่า และเห็นภาพที่นำมาให้ดู เราเลยรู้ว่าบางทีวัดที่เรานำเต่าไปปล่อยนั้น กลายเป็นสุสานเต่าเพราะจมน้ำตายเยอะ ต่อไปเราก็จะไม่ทำแบบนั้นแล้ว ถ้าจะไปปล่อยก็ต้องหาที่เหมาะสมสำหรับเขาเป็นการทำบุญ ไม่ใช่ทำบาป วันนี้ชวนลูกกับหลานมาด้วย เพราะเขาชอบทำบุญ จะได้รู้และทำอย่างถูกวิธี เขามีความสุขมากนะที่มาทำกิจกรรมนี้ และเราคงนำความรู้ที่ได้ไปบอกกับคนอื่นต่อแน่นอน อย่างน้อยๆ เรามากัน 4 คน ก็ต้องมีการเผยแพร่ไปอีกทวีคูณ ถ้าโอกาสหน้ามีกิจกรรมแบบนี้อีกก็จะมาร่วมด้วยความยินดี และอาจจะชวนคนมามากกว่านี้เพราะเป็นการปล่อยชีวิตเต่าจากสถานที่ ที่อาจทำร้ายเขาโดยไม่ตั้งใจ ให้มาอยู่ในที่มีความสุขมากขึ้น เราก็มีความสุขที่ได้ทำ ดวงพร กล่าว

ส่วนวิล-ชวิณ เจียรวนนท์  ลูกชายวัย  18 ปี ของ ขจร เจียรวนนท์  ประธานชมรมรักษ์เต่า ซึ่งศึกษาอยู่ชั้นเกรด  11 ที่  Blair Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงนี้ปิดเทอมจึงกลับมาเมืองไทย และมีโอกาสมาร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันไปจับเต่าที่วัดโพสพฯ ส่วนในครั้งนี้ก็มาทำบุญคืนชีวิตเต่ากันพร้อมหน้าทั้ง คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาว เลยทีเดียว

          ผมก็เป็นคนรักเต่าคนหนึ่ง ที่บ้านก็เลี้ยงเต่าเลี้ยงปลาเรียกว่าโตมากับสัตว์เลี้ยงเลย พอเห็นเต่าต้องอยู่ในที่แออัดมากๆ น้ำเน่าบ้าง กระดองแตกบ้าง ก็สงสารที่ไม่มีใครดูแล บางทีอยากเก็บไปให้หมดเลย อยากช่วยให้เขาได้อยู่ในที่ที่เหมาะสม วันที่ไปจับเต่าผมก็ไปช่วยจับในแหล่งน้ำ นำมาล้างทำความสะอาด ชั่งน้ำหนัก จดข้อมูล ผมประทับใจมากที่เห็นทุกคนร่วมมือกันทำงานเพื่อช่วยชีวิตเต่า อยากชวนให้เพื่อนๆ ที่สนใจมาร่วมโครงการช่วยเหลือเต่ากัน ช่วงที่ผมเรียนอยู่อเมริกา ก็พยายามหาทุนมาช่วยโครงการเหมือนกัน และขอฝากบอกถึงใครที่คิดจะนำเต่าไปปล่อยว่า ขอให้ดูก่อนว่าเป็นเต่าบกหรือเต่าน้ำ ถ้าปล่อยผิดแหล่งเขาก็จะตาย หนุ่มวิล กล่าว

           น้ำ-ลิสา ทรัพย์ชนะกุล  นักศึกษาชั้นปี 6 คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่เธออาสาสมัครมาช่วยรักษาเต่า ร่วมกับอาจารย์และเพื่อนๆ ในโครงการฯ รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาหาประสบการณ์กับความรู้นอกห้องเรียน

          “วันนี้ก็ให้วิตามิน และถ่ายพยาธิให้เต่า คือปกติเต่าก็มีพยาธิอยู่แล้ว แต่ถ้ามีพยาธิเยอะเกินไปมันจะไปแย่งอาหารในตัวเต่า ทำให้เต่าผอมลง มากิจกรรมนี้ได้ความรู้เยอะ เช่น รู้วิธีป้อนยาเต่า ได้รู้สภาพของเต่าที่เจ็บป่วย การรักษาเต่าก็ยากเหมือนกันเพราะเขาไม่ค่อยยอมให้เราจับ ต้องมีวิธีหลอกล่อ เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพราะสิ่งที่เราเรียนในตำรามันไม่เจาะลึกเรื่องของเต่ามากนัก พอได้สัมผัสประสบการณ์จริงเราก็จะมีความรู้ หากในอนาคตมีเคสเต่าเข้ามา จะได้รู้อาการว่าเป็นอะไร”  ว่าที่สัตวแพทย์คนเก่ง กล่าว

 

สำหรับโครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นั้นเป็นสถานที่หลวง คนภายนอกไม่สามารถมาจับเต่าไปขายได้ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สะอาดเหมาะแก่การอยู่อาศัยของเต่า ทำให้อยู่ได้อย่างไม่แออัด มีอาหารอุดมสมบูรณ์ให้เต่าสามารถหากินได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีทางลาดขึ้นจากน้ำให้เต่าขึ้นมาบนบกรับแสงแดด เพื่อให้กระดองได้รับแคลเซียมด้วย ถือว่าเป็นสถานที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับเต่าเป็นอย่างยิ่ง

               

 

 ..................................................................................................................................................................

  

ชมรมรักษ์เต่า

 

นายขจร เจียรวนนท์

ประธานชมรมรักษ์เต่า

 

 

รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ

ประธานร่วมชมรมรักษ์เต่า

 

หลักการและเหตุผล

          ปัจจุบันเต่าและตะพาบน้ำในประเทศไทย ได้ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย จากสาเหตุสำคัญคือ การทำบุญปล่อยเต่าที่วัด เนื่องจากความเชื่อที่ว่าการปล่อยเต่าซึ่งเป็นสัตว์ที่อายุยืนจะทำให้อายุของผู้ทำบุญยืนยาว แต่คนใจบุญทั้งหลายไม่ทราบว่าเต่าและตะพาบน้ำที่ถูกปล่อยไว้ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ต้องทนทุกข์ทรมาน สุขภาพอ่อนแอ ติดเชื้อโรค และบาดเจ็บ อีกทั้งยังต้องมาจบชีวิตลงอย่างเวทนา เนื่องจากพิษของน้ำเสีย นอกจากนี้เพราะความไม่รู้ในเรื่องเต่าซึ่งมีมากมายหลายประเภท บางประเภทต้องอาศัยอยู่ในน้ำทะเล บางประเภทสามารถอยู่ในน้ำจืดได้ ทำให้การปล่อยเต่าเพื่อหวังได้บุญกลับต้องพบกับบาป

 
          ด้วยเหตุนี้ทางชมรมรักษ์เต่า โดย นายขจร เจียรวนนท์ และ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ประธานชมรมรักษ์เต่า จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ชีวิตเต่าและตะพาบน้ำให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป โดยจัดให้มีโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติขึ้นมาเป็นโครงการนำร่อง ทั้งนี้โดยมี ฯพณฯ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี, รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ นายวัลลภ เจียรวนนท์ เป็นประธานโครงการฯ


          โครงการคืนชีวิตเค่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ ก่อเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, กรมประมง, สัตวแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร, คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เครือเจริญโภคภัณฑ์, บจก.ทรู พรอพเพอร์ตีส์ และวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น


          สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ คือ การช่วยชีวิตเต่าและตะพาบน้ำที่บาดเจ็บ ทุกข์ทรมานจากการอาศัยอยู่ในแหล่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติของพวกมัน โดยมุ่งไปที่การรณรงค์ไม่ให้มีการปล่อยเต่าในวัดเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ทำให้สามารถอนุรักษ์ชีวิตเต่าและตะพาบน้ำไว้ได้เพื่อเป็นสมบัติให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป


          ทั้งนี้ชมรมรักษ์เต่า ได้เริ่มดำเนินการตามโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ เป็นแห่งแรกที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยเข้าไปช่วยรักษาและดูแลเต่าและตะพาบน้ำทั้งหมดภายในวัดฯ จำนวนกว่า 250 ตัวพร้อมทั้งรับผิดชอบในการหาแหล่งที่อยู่อาศัยให้ใหม่ มีความเป็นธรรมชาติให้แก่เต่าและตะพาบน้ำเหล่านั้น ซึ่งในขณะที่ทำการรักษาและดูแลเต่าและตะพาบน้ำได้รับการสนับสนุนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการอำนวยความสะดวกจัดหาสถานที่อยู่อาศัยชั่วคราวแก่เต่าและตะพาบน้ำ คือที่ฟาร์มนาซ่า และฟาร์มลาดใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทีมงานนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในด้านการรักษาและดูแลสุขภาพเต่าและตะพาบน้ำที่มาจากวัดบวรนิเวศวิหาร


          สำหรับที่อยู่อาศัยแหล่งใหม่ของเต่าและตะพาบน้ำทั้งหมดที่มาจากวัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการอนุญาตให้ใช้ บ่อน้ำหน้าวังปลา ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ทั้งนี้ชมรมรักษ์เต่าได้จัดให้มีการปล่อยเต่าและตะพาบน้ำคืนสู่ธรรมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2546 โดยมี ฯพณฯ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นประธานในพิธีฯ

         

วัตถุประสงค์
1.เพื่ออนุรักษ์เต่าและตะพาบน้ำในประเทศไทย เพื่อเป็นมรดกสู่คนรุ่นต่อไปในอนาคต ทั้งยังเป็นการสร้างสมดุลย์ให้แก่ธรรมชาติ

2.เพื่อนำไปสู่การรณรงค์ไม่ปล่อยเต่าและตะพาบน้ำในวัด หรือในแหล่งที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมัน

3.เพื่อลบล้างความเชื่อในการปล่อยเต่าและตะพาบน้ำเพื่อต่อชีวิต โดยให้คนใจบุญทั้งหมายได้รับรู้ว่าการปล่อยเต่าและตะพาบน้ำไม่ได้ช่วยชีวิตเต่าและตะพาบแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการทำลายชีวิตเต่าและตะพาบน้ำเหล่านั้นลงอย่างน่าสงสาร ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำบาปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

กลุ่มเป้าหมาย
1. ประชาชนที่ชอบทำบุญ
2. เด็กและเยาวชน
3. ประชาชนทั่วไป

 

ติดต่อชมรมรักษ์เต่า

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมชมรมรักษ์เต่า หรือสนใจร่วมเป็นอาสาสมัคร “ชมรมรักษ์เต่า

ติดต่อได้ที่ E-mail: loveturtleclub@gmail.com

 


  

กิจกรรมที่ผ่านมา

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2551

 

ชมรมรักษ์เต่านำอาสาสมัครและผู้สื่อข่าว

ร่วมโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ

ณ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

           นายขจร เจียรวนนท์ และ รศ.สพ.ญ. ดร.นันทริกา ชันซื่อ  (ที่ 5 และ 6 จากซ้าย) ประธานและประธานร่วม ชมรมรักษ์เต่า พลตรี ศรชัย มนตริวัต ส.ส.จังหวัดกาญจนบุรี (ที่ 4 จากซ้าย)  นายวิทิต  มาไพศาลสิน  นายอำเภอหนองปรือ (ที่ 3 จากซ้าย) ลูกตาล AF2  (ที่ 1 จากขวา) และอาสาสมัครชมรมรักษ์เต่า ร่วมแถลงข่าว โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ และทำการปล่อยเต่าจำนวน 350 ตัว ที่ทางอาสาสมัครของชมรมรักษ์เต่าได้นำเต่าจากวัดต่างๆ มาดูแลรักษาจนมีสุขภาพแข็งแรง ณ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี

 

          "โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ" ณ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ได้นำเต่าที่ได้รับการช่วยเหลือจากแหล่งต่างๆ มาปล่อยอันได้แก่ วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก ประมาณ 62 ตัว วัดอุทัยธาราม ประมาณ 46 ตัว ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.สุพรรณบุรี ประมาณ  200 ตัว และจากศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกประมาณ 46 ตัว รวมทั้งสิ้นประมาณ 350 ตัว
          โดยก่อนนำเต่าไปปล่อยที่โครงการห้วยองคตและที่อื่นๆ นั้น อาสาสมัครชมรมฯ จะีนำเต่าที่บาดเจ็บมารักษา ณ ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ประธานร่วม ของชมรมรักษ์เต่า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ เป็นหัวหน้าทีมในการอนุบาล และ ดูแลรักษาเต่าในเบื้องต้น ร่วมกับทีมสัตวแพทย์ และนิสิตรวมอีกประมาณ 50 ท่าน โดยช่วยกันทำความสะอาดเต่า ตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ถ่ายพยาธิ กำจัดปลิงออกจากร่างกาย เมื่อทำการดูแลและรักษาจนเต่าแข็งแรงดีแล้ว ทางชมรมจะทำการสำรวจเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อทำการปล่อยเต่ากลับสู่ธรรมชาติต่อไป เช่นในครั้งนี้ทำการปล่อยที่โครงการห้วยองคตฯ
         
          ทางชมรมรักษ์เต่า มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออนุรักษ์เต่าและตะพาบน้ำในประเทศไทยให้เป็นมรดกสู่คนรุ่นต่อไปและเป็นการสร้างสมดุลย์ให้ธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การรณรงค์ไม่ซื้อขาย ปล่อยเต่าในวัด หรือในแหล่งที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยทางชมรมฯ มุ่งหวังที่จะลบล้างความเชื่อในการปล่อยเต่าเพื่อต่อชีวิต แต่กลับเป็นการทำลายชีวิตเต่าลงอย่างน่าสงสารด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

  

 

 

 

 

   


 

 

รายงานความคืบหน้า

คุณสามารถร่วมบริจาคโดยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ดังต่อไปนี้

ธนาคารและสาขา               ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนรัชดาภิเษก 3

เลขที่บัญชี                             106-2-18477-3

ชื่อบัญชี                                 นายขจร เจียรวนนท์ และ นางนันทริกา ชันซื่อ

                                                เพื่อโครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ

ประเภทบัญชี                       ออมทรัพย์

Copyright ? 2009 @ True Corporation. All rights reserved.