|
|
|
|
| กลุ่ม : Member |
|
| เข้าร่วมเมื่อ : 04 กุมภาพันธ์ 52 , 23:00:20 |
| โพสต์กระทู้ : 43 |
|
|
|
|
ช่วงนี้หลายคนอาจตื่นตระหนกกับโรค “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ซึ่งแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเม็กซิโกและขยายไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเจ้าไวรัสนี้ เราจึงนำความรู้เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มาแนะนำให้รู้จัก
1. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือแต่เดิมเรียกไข้หวัดหมู เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จากเชื้อไวรัสชนิด A สายพันธุ์ H1N1 ที่มีสารพันธุกรรมของไวรัสของคน หมู และนกผสมกัน แต่มีความแตกต่างจากไข้หวัดดั้งเดิมที่พบในหมูที่เกิดขึ้นได้ตามฤดูกาล อีกทั้งลักษณะสายพันธุ์ ไม่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ในคน ไวรัสสายพันธุ์นี้เป็นการกลายพันธุ์ของเชื้อในตัวคน ไม่ใช่จากหมูสู่คน ดังนั้น ภายหลังการประชุมเร่งด่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก H1N1 ของกรมควบคุมโรคของไทยเมื่อวันที่ 27 เม.ย. จึงให้เรียกชื่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก” ต่อมา องค์การอนามัยโลก ได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ 2009H1N1‘ และมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารและสร้างความเข้าใจแก่สาธารณะ สาเหตุที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคนไม่มีภูมิต้านทานโรคชนิดนี้ตามธรรมชาติ และวัคซีนสำหรับโรคนี้จะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาขึ้นมา
2. การติดต่อจากคนสู่คน ไม่ใช่จากหมูสู่คน ไม่เหมือนไข้หวัดนก เชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือ เชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ส่วนประชาชนที่บริโภคหมูก็ไม่ต้องกลัว เพราะหากปรุงสุกก็ไม่มีอันตรายอะไร
3. อาการ ลักษณะคล้ายคนเป็นไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก นอกจากนี้ ในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นได้ หากท่านมีความรู้สึกว่าจะ ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ไม่สบายแล้ว ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา แต่ท่านไม่ต้องตกใจ เพราะอาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น การค้นพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้เร็ว จะสามารถแยกโรค แยกผู้ป่วยไม่ให้กระจายเชื้อ โดยสวมหน้ากากอนามัยและให้ยาทามิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ภายใน 48 ชั่วโมงที่มีไข้ ส่วนใหญ่รอดชีวิต ซึ่งขณะนี้ไทยมียาต้านไวรัส “ทามิฟลู” สำรองไว้ 3 ล้านเม็ด ซึ่งสามารถรักษาคนได้ 3 แสนคน และกรณีฉุกเฉินองค์การเภสัชกรรม สามารถผลิตเพิ่มได้อีกประมาณ 1 ล้านเม็ด
4. ความแตกต่าง ไข้หวัดนกจะกระจายไปทุกระบบของร่างกาย แต่ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกจะไปเฉพาะระบบทางเดินหายใจ จึงทำให้อาการรุนแรงน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดปอดอักเสบที่อาจนำไปสู่ระบบหายใจล้มเหลวและทำให้เสียชีวิตได้
5. ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หากเทียบกับไข้หวัดนกนับว่าน้อยกว่า มีเพียง 6% เท่านั้นที่เสียชีวิต แต่ความสามารถแพร่ระบาดขยายวงกว้างได้มากกว่า ขณะที่ผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 65%
6. มาตรการของโลก ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ( WHO) ได้ประกาศยกระดับการแพร่ระบาด การติดต่อจากคนสู่คน และขยายวงกว้างในระดับประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ สเปน แคนาดา ฝรั่งเศส อิสราเอล สวีเดน สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ ซึ่งหมายความว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากที่จะเป็นโรคระบาดไปทั่วโลก ทั้งนี้การเพิ่มระดับการเตือนภัยมีความสำคัญเพราะ เป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลชาติต่างๆ ว่าสมควรเพิ่มการตรวจตรา เตรียมความพร้อมที่จะรับมือ และประเมินอย่างจริงจังเรื่องขั้นตอนต่างๆ ที่จะใช้รับมือหากโรคนี้ระบาดไปทั่วโลก
วิธีป้องกันตัวให้ปลอดภัยจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ติดต่อได้เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และแพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอหรือจาม การรับประทานอาหารร่วมช้อนและภาชนะ หรือติดจากการสัมผัสมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา
วิธีการเบื้องต้นที่จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อและการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด โดยเฉพาะห้องแอร์ ที่ที่คนอยู่กันมากๆ เป็นกลุ่ม เช่น สถานีขนส่ง สถานพยาบาล โรงภาพยนตร์ เป็นต้น
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
- รักษาความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
- ควรทำความสะอาดมือหลังจากการไอ จาม และเมื่อต้องสัมผัสกับเครื่องใช้สาธารณะ เช่น ที่จับรถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ต ราวรถประจำทาง ลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ ราวบันได เป็นต้น
- ไม่ทักทายกันด้วยการจูบ หรือสัมผัสมือ
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเห็นสมควร หรือคิดว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ
- ไม่รับประทานอาหารร่วมช้อนและภาชนะเดียวกันกับผู้อื่น
- จัดสถานที่อยู่อาศัยและที่ทำงานให้อากาศถ่ายเทสะดวก
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ปิดปาก-จมูกด้วยมือทันทีที่ไอหรือจาม เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
- ไม่ใช้มือแคะจมูกหรือขยี้ตา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค
- คนที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (flu-like) เช่น ไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ ฯลฯ ควรหยุดงาน อยู่กับบ้าน ไม่ควรใช้ยานพาหนะขนส่งมวลชน(หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากเพื่อป้องกันโดยส่วนรวม) และควรไปพบแพทย์
- หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรค หรือกำลังลังมีโรคระบาด
ช่วยกันป้องกันและดูแลเอาใจใส่ สุขภาพของตนเองทุกท่านก็จะปลอดภัย
ที่มา www.thaihealth.or.th และ www.oknation.net
 |
|
|
|
|
|